พระมหาเจดีย์

เจดีย์1-1030x3251-1030x772

ประวัติพระมหาเจดีย์

พระมหาเจดีย์ : ตั้งอยู่ วัดธรรมมงคล สุขุมวิท ๑๐๑ พระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ อุรังคธาตุ พระเกศา ของพระพุทธเจ้า

เริ่มวางศิลาฤกษ์ก่อสร้าง : ๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ สำเร็จ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘ ใช้เวลา ๙ ปี

พื้นที่ : พระมหาเจดีย์ ตั้งอยู่ในเนื้อที่ ๕ ไร่เศษ (หรือ ๒ พัน ตารางวาเศษ)

งบประมาณ : ค่าก่อสร้างทั้งหมดกว่า ๑๐๐ ล้าน

ผู้นำการก่อสร้าง : ท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล กรุงเทพมหานคร

พระมหาเจดีย์ : สูง ๙๔.๗๘ เมตร ทรง ๔ เหลี่ยมจำลองแบบมาจากพุทธคยา อินเดียมีชั้น ๑๔ ชั้น เป็นที่ตั้งห้องพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ห้องเรียน ห้องปฏิบัติกัมมัฏฐาน ฯลฯ ยอดฉัตรทองคำแท้ประดับเพชร น้ำหนักทองคำหนัก ๑,๐๖๓ เม็ด ฉลุเป็นลายไทย ๙ ชั้น ความสูง ๗.๑๕ เมตร มูลค่ารวม ๖.๕ ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินทรงเททองหล่อพระพุทธรูปจำลอง ภปร. และทรงวางศิลาฤกษ์ พระมหาเจดีย์ เมื่อ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๙ เวลา ๑๖.๔๙ น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุราชกุมาร ทรงประกอบพิธียกฉัตรทองคำขึ้นประดิษฐานบนยอดพระมหาเจดีย์ เมื่อ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๕ เวลา ๑๖.๕๙ น.

จุดเริ่มต้น : ท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ) ท่านตั้งสัจจยาธิษฐาน ต่อหน้าพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดโคตะมะวิหาร จังหวัดจิตตกอง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เป็นครั้งแรก “หากข้าพเจ้าได้รับบรมสารีริกธาตุครบ ๕ องค์ ข้าพเจ้าจะสร้างพระมหาเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระองค์ท่านให้ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”

มูลเหตุการก่อสร้างพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์

การสร้างพระมหาเจดีย์มีจุดเริ่มต้นจากการที่ พระญาณวิริยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ได้ตั้งสัจจาธิษฐานต่อพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดโคดมวิหาร จังหวัดจิตตะกอง ประเทศบังคลาเทศ เป็นครั้งแรกว่า หากข้าพเจ้าได้รับพระบรมสารีริกธาตุครบ ๕ องค์ ข้าพเจ้าจะสร้างพระมหาเจดีย์เพื่อประดิษฐานให้ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” การตั้งสัจจาธิษฐานต่อพระบรมสารีริกธาตุนั้น ก็เปรียบเสมือนกับต่อหน้าพระพักต์ของพระพุทธองค์ และในที่สุดก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุครบ ๕ องค์ ในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๗ สมดังคำสัจจาธิษฐานที่ได้ปรารถนาไว้ ณ เบื้องต้น

ในปี พุทธศักราช ๒๕๑๘ ได้เริ่มการประชุมคณะกรรมการ ในการที่จะดำเนินการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ โดยจัดซื้อที่ดินสำหรับเป็นที่ตั้งพระมหาเจดีย์ ๕ ไร่ จากนางบุญมา อยู่ประเทศ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ตารางวาละ ๒,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยในที่ประชุมได้มอบหมายให้ ศาสตราจารย์ยรรยง ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นผู้สรรหาสถาปนิกในการเขียนแปลนพระมหาเจดีย์ ภายหลัง ศาตราจารย์ยรรยง ได้เสนอให้ อาจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี เป็นผู้รับผิดชอบในการเขียนแปลนพระมหาเจดีย์ ซึ่งอาจารย์ภิญโญ เป็นผู้มีความชำนาญในการเขียนศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นที่เลื่องลือในสมัยนั้น

เมื่ออาจารย์ภิญโญ ได้เขียนแปลนพระมหาเจดีย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้มอบหน้าที่ต่อให้กับวิศวกร คือ นายสมอาจ จตุนิรัติศัย และคณะเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ โดยกำหนดฤกษ์การลงเสาเอกในวันที่ ๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ ได้กราบทูลอาราธนานิมนต์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ทรงเจิมลงเสาเอก เมื่อเวลา ๑๖.๔๙ น. ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘ ใช้เวลาในการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ ๙ ปี งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๗๕ ล้านบาท

โดยวัดธรรมมงคล โดยการนำของ พระญาณวิริยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) และคณะกรรมการจัดงานฉลองพระมหาเจดีย์ ได้กำหนดการฉลอง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๒๙ ถึง วันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์พระมหาเจดีย์

วันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๙ เวลา ๑๔.๔๙ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์พระมหาเจดีย์ ซึ่งในวันนั้นฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก น้ำท่วมบริเวณวัด แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาถึงวัด ฝนก็หยุดลงโดยฉับพลัน ท้องฟ้าโปร่งใสเป็นปกติ

เดิมเจ้าหน้าที่สำนักราชวังจะให้ทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์เท่านั้น เพราะเกรงจะทรงลำบากในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์ ณ ที่วางศิลาฤกษ์ แต่ครั้งถึงกำหนดการเวลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้ไปวางศิลาฤกษ์ที่หลุมศิลาฤกษ์ และทรงเสด็จวางศิลาฤกษ์ด้วยพระองค์เอง ยังความปลาบปลื้มปิติยินดีแก่พสกนิกรที่มาคอยเฝ้ารับเสด็จอย่างหาที่สุดประมาณมิได้

และในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕ สมเด็จพระบรมโอรษาธิราช สยามมกุฏราชกุมารฯ เสด็จพระราชดำเนินมายกฉัตรทองคำ และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอุรังคธาตุ และพระเกศาธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เหตุผลของการสร้างพระมหาเจดีย์

พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์ บังเกิดขึ้นมาได้เพราะ อาศัยซึ่งแรงศรัทธาของชาวพุทธที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น โดยมีพระญาณวิริยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เป็นผู้นำในการดำเนินการก่อสร้าง โดยท่านได้กล่าวถึงเหตุผลในการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ ไว้ดังนี้

๑. เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุ พระอุรังคธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๒. เป็นศูนย์รวมพลังใจของชาวพุทธ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเป็นสถานที่อันพุทธศาสนิกชนจะได้น้อมระลึกนึกถึงพระคุณของ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

๓. เพื่อเป็นศูนย์รวมของการปฏิบัติธรรม โดยจัดสถานที่ภายในพระมหาเจดีย์ให้สัปปายะ สงบ เย็นใจ เหมาะแก่การปฏิบัติทางจิต และเป็นสถานที่แสดงธรรมเทศนา สวดมนต์ต่างๆ

๔. เพื่อเป็นศูนย์การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุและสามเณร ตลอดถึงการเป็นสถานที่อบรมเด็กเล็ก โดยมีพระภิกษุสามเณรเป็นวิทยากรในการอบรม เพื่อเด็กเล็กเหล่านี้จะเติบโตเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีต่อไปในอนาคต

๕. เพื่อประโยชน์ทางประวัติศาสตร์ศิลปธรรม และวัฒนธรรมของชาติไทยในยุครัตนโกสินทร์

ลักษณะพระมหาเจดีย์

พระมหาเจดีย์มีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมตามแบบพุทธคยา ส่วนยอดเป็นทรงไทยแบบระฆังคว่ำมีความสูงทั้งสิ้น ๙๔.๗๘ เมตร จัดเป็นชั้น ๆ ทั้งสิ้น ๑๔ ชั้น มีลิฟท์ไปถึงชั้นที่ ๑๐ ตั้งชื่อเรียกเรียงตามลำดับจากชั้นที่ ๑ ถึง ชั้นที่ ๑๔ ดังนี้

๑. ชั้นที่ ๑ ชื่อว่า ภุมมาเทวา เป็นนครธรรม

๒. ชั้นที่ ๒ ชื่อว่า จาตุมหาราชิกาเทวา เป็นชั้นระเบียง ประดิษฐานวิหารหลวงพ่อองค์ดำ ที่ตั้งศาลารายแปดหลังใช้บูชาพระพุทธรูปปางต่างๆ ดังนี้ ศาลาเจ้าแม่กวนอิม , ศาลาพระสังกัจจาย, ศาลาพระเชียงแสน, ศาลาพระสุโขทัย, ศาลาหลวงปู่มั่น, ศาลาพระเจ้าอโศกมหาราช, ศาลาพระทราวดี, ศาลาพระอู่ทอง

๓. ชั้นที่ ๓ ชื่อว่า ดาวดึงษาเทวา เป็นห้องสมุดโรงเรียนพระปริยัติธรรม และพิพิธภัณฑ์เขตพระโขนง

๔. ชั้นที่ ๔ ชื่อว่า ยามาเทวา เป็นห้องเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม

๕. ชั้นที่ ๕ ชื่อว่า ดุสิตาเทวา เป็นห้องเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม

๖. ชั้นที่ ๖ ชื่อว่า นิมานรดีเทวา เป็นห้องธุรการโรงเรียนพระปริยัติธรรม

๗. ชั้นที่ ๗ ชื่อว่า ปรินิมิตสวัสดีเทวา เป็นสถาบันราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์ให้การศึกษาวัดธรรมมงคล

๘. ชั้นที่ ๘ ชื่อว่า มหาพรหมา เป็นสถาบันราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์ให้การศึกษาวัดธรรมมงคล

๙. ชั้นที่ ๙ ชื่อว่า ปริตตาภาพรหมา เป็นพิพิธภัณฑ์ของโบราณ

๑๐. ชั้นที่ ๑๐ ชื่อว่า อาภัสสราพรหมา เป็นพิพิธภัณฑ์ของโบราณ

๑๑. ชั้นที่ ๑๑ ชื่อว่า เวหัปผลาพรหมา เป็นพิพิธภัณฑ์ของโบราณ

๑๒. ชั้นที่ ๑๒ ชื่อว่า สุทัสสพรหมา เป็นชั้นแสดงปฏิจจสมุปปบาท , อริยสัจ ๔ และนั่งสมาธิ

๑๓. ชั้นที่ ๑๓ ชื่อว่า สุทัสสีพรหมา เป็นชั้นลอย

๑๔. ชั้นที่ ๑๔ ชื่อว่า อกนิฏฐาพรหมา เป็นชั้นสูงสุด ใช้ประดิษฐาน พระเกศาธาตุ พระอุรังคธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่บูชาสูงสุด

เกร็ดน่ารู้ของพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์

สีของพระมหาเจดีย์มีความหมายดังนี้

ข้างบนองค์พระมหาเจดีย์ สีขาวบริสุทธิ์ หมายถึง พระพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปราศจากกิเลสราคีเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง เปรียบด้วย สีขาว

ชั้นกลางสีเหลืองอ่อน หมายถึง พระธรรม พระธรรม คือ คำสั่งสอนของพระพุทธองค์มีรัศมีเรืองรองผ่องนภา เมื่อส่องเข้าสู่ดวงใจของผู้ใดผู้นั้นจะเกิดความเยือกเย็น จนถึงหมดจากกิเลสทั้งปวง เปรียบด้วย สีเหลืองอ่อน

ชั้นล่างสีเหลืองแก่ หมายถึง พระสงฆ์ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้คงแก่ธรรม ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ปฏิบัติชอบยิ่ง เป็นศาสนทายาท เปรียบด้วย สีเหลืองแก่

หน้าบรรณที่แฝงไปด้วยธรรม

ด้านทิศตะวันออก

ส่วนบนสุดเป็นภาพต้นโพธิ์ตรัสรู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับนั่งบนวชิระอาสน์ใต้ต้นโพธิ์ วันวิสาขบูชา (เพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๖ ปี) วันนั้นพระพระองค์ได้สำเร็จเป็น “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” คือ พระองค์ตรัสรู้เองมิได้มีใครเป็นครูอาจารย์สั่งสอนพระองค์

ปฐมยาม พระองค์ได้บรรลุ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ญาณระลึกชาติหนหลังได้

มัชฌิมยาม พระองค์ได้บรรลุ จุตูปปาตญาณ คือ ญาณที่สามารถรู้จักจุติและอุบัติ หมายถึง ทรางทราบว่า คนเกิด เกิดมาจากไหน คนตาย ตายแล้วไปเกิดที่ไหน

ปัจฉิมยาม พระองค์ได้บรรลุ อาสวักขยะญาณ คือ ญาณทำให้พระองค์หมดจากกิเลส “คือตรัสรู้” หมายถึง ทรงตรัสรู้อริยะสัจจะธรรม ๔ ประการ

ด้านข้างทั้งสองด้าน ปรากฎเป็นพวกพญามาร เหมือนยักษ์แสดงถึงความโหดร้าย หวังเพื่อโหมกำลังเข้าทำร้ายพระพุทธองค์ให้ย่อยยับปราชัยอย่างไม่มีชิ้นดี แม้พวกพญามารจะเข้าราวีพระองค์สักเพียงใด ก็ไม่สามารถจะเอาชนะได้ เพราะพระองค์มีจิตเข้มแข็งเหมือนแผ่นดิน มิหวั่นไหวต่อพวกพญามาร ในที่สุดพญามารได้พ่ายแพ้แก่พระพุทธองค์ ปรากฎในภาพข้างซ้าย พวกพญามารได้ยอมแพ้โดยมีมือถือดอกไม้บูชาพระพุทธองค์

หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อพระพุทธองค์แล้ว จึงเกิดความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า จึงได้พากันนำมาบูชา แล้วทูลขอเป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อไป พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตแล้วพญามารจึงกลับไป

ภาพด้านล่าง คือ นางธรณี ชื่อก็ปรากฎชัดแปลว่าแผ่นดิน เปรียบด้วยพระทัยของพระพุทธองค์นั้นเป็นดุจแผ่นดิน นางธรณีรีดมวยผมท่วมพญามารกับพวก หมายความถือน้ำพระทัยของพระองค์เข้มแข็งไหม่หวั่นไหว ทำให้เป็นดุจแม่น้ำอันมหึมา การที่พระองค์จะทรงมีพระหทัยดุจแผ่นดินนั้น เพราะพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญบารมีถึง ๓๐ ทัศน์ เป็นเวลาถึง ๔ อสงไขยแสนกัลป์

เนื่องจากบุคคลผู้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเป็นพระโพธิสัตว์มาก่อน โดยการตั้งสัจจาธิษฐานอย่างมั่นคง มีจิตเป็นเมตตาปรารถนาเพื่อให้ทุกคนในโลกพ้นจากทุกข์ทรมาน แม้พระโพธิสัตว์เองท่านจะต้องลำบาก สักเพียงใดก็ไม่ทรงย่อท้อ มีบารมีเองท่านจะต้องลำบากสักเพียงใดก็ไม่ทรงย่อท้อ มีบารมี ๑๐ ทัศน์ เป็นหลักการของ พระโพธิสัตว์

(ข้อควรคิด พญามารกับพวกนั้น โดยธรรมาธิษฐานแล้ว ก็คือ ความเจ็บปวด เมื่อย เหนื่อย หิว และความกระวนกระวาย เป็นพวกอุปกิเลสเกิดขึ้นนั่นเอง จึงเหมือนกับยักษ์มาร)

ทศชาติชาดก พระเจ้า ๑๐ ชาติ” ประกอบด้วย

๑. เตมีย์ใบ้ชาดก ชาติที่ ๑ เพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ชนกชาดก

๒. มหาชนกชาดก ชาติที่ ๒ เพื่อบำเพ็ญวิริยบารมี

๓. สุวรรณสามชาดก ชาติที่ ๓ เพื่อบำเพ็ญเมตตาบารมี เนมิราชชาดก

๔. เนมิราชชาดก ชาติที่ ๔ เพื่อบำเพ็ญอธิษฐาน

๕. มโหสถชาดก ชาติที่ ๕ เพื่อบำเพ็ญปัญญาบารมี

๖. ภูริทัตชาดก ชาติที่ ๖ เพื่อบำเพ็ญศีลบารมี

๗. จันทชาดก ชาติที่ ๗ เพื่อบำเพ็ญขันติบารมี

๘. นารทชาดก ชาติที่ ๘ เพื่อบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

๙. วิทูรชาดก ชาติที่ ๙ เพื่อบำเพ็ญสัจจบารมี

๑๐. เวสสันดรชาดก ชาติที่ ๑๐ เพื่อบำเพ็ญทานบารมี

บารมีทั้ง ๑๐ ประการนี้

เป็นแนวทางอันประเสริฐที่พระโพธิสัตว์ผู้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตจะต้องบำเพ็ญให้เต็มรอบทุกประการ แม้ผู้เป็นสาวกของพระองค์ก็ต้องบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการนี้ เหมือนกัน เมื่อพระสาวกบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการนี้แล้ว ที่สุดก็จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ฉะนั้นภาพหน้าบรรณหน้านี้จึงมีความหมายอันสูงส่ง เพียบพร้อมด้วยศิลปวัฒนธรรม อันเป็นการเผยแพร่ธรรมของพระพุทธศาสนา หากได้มาเข้าใจในเนื้อความต่าง ๆ แล้ว และมีบุคคลปฏิบัติตามก็ยิ่งมีประโยชน์ มิใช่เพียงความสวยงามเท่านั้น หากเป็นหลักธรรมอันดีงามให้แก่มนุษย์ชาติทุกคนด้วย

ด้านทิศตะวันตก

ภาพศิลปกรรมวงกลมส่วนยอดด้านหลังของพระพุทธองค์ มีลักษณะเป็นวงรัศมี โดยได้แนวคิดนี้มาจาก “กาแลกซี่” ทำให้เกิดภาพเป็นยอดลายสี่ยอดล้อมรอบธรรมจักร อันหมายถึง อริยะสัจจ์ ๔ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธัมมจักรกัปปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนา แปลว่า การหมุนไปแห่งธณรม ตรงกับคำว่า กาแลกซี่ คือกลุ่มดาวแห่งจักรวาล แต่ว่าจักรวาลทั้งจักรวาลก็ต้องอยู่ภายใต้ของอริยะสัจจ์ ๔ เมื่อผู้ใดมาปฏิบัติตามปฐมเทศนา รู้แจ้งในอริยะสัจจ์ ๔ ถือได้ว่ารู้รอบจักรวาลแห่งธรรม อันเป็นธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา “คือการตรัสรู้”

วงกลมที่ล้อมอยู่โดยรอบ หมายถึง พระรัศมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้ครอบคลุมหมดทั้งสิ้นแห่งจักรวาล คือ แสงสว่างแห่งธรรมได้เปิดเผยดวงตาธรรมให้แก่ชาวโลกทุกจักรวาลในภาพทั้ง ๓ คือ กามโลก รูปโลก และอรูปโลก

ธรรมจักร หมายถึง มรรคแปดประการ มีอยู่ในปฐมเทศนา อันเป็นมัชฌิมาปฏิบัติ คือ หนทางสายกลาง ไม่ตึงไป ไม่ยิ่งหย่อนไป หมายความว่า ทางพอดีหรือความพอดี ทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าทางโลกและทางธรรม จะต้องมีจุดยืนอยู่ที่ความพอดี หากขาดความพอดีเสียแล้ว ทุกสิ่งอย่างจะสำเร็จไปไม่ได้เลย เช่น ไม้ที่จะนำมาทำบ้านเรือน ถ้าตัดยาวเกินไปใช้ไม่ได้ สั้นเกินไปใช้ไม่ได้ ต้องตัดให้พอดีจึงจะสำเร็จเป็นบ้านเรือนได้ เปรียบเช่นกับบุคคลผู้รับประทานอาหาร หากรับประทานมากเกินไปก็ใช้ไม่ได้ น้อยเกินไปก็ใช้ไม่ได้ทั้ง ๒ อย่าง จะมีชีวิตอย่างลำบากอาจตายเร็วชื่อว่าไม่ดี บุคคลที่มีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ อายุยืนมีความสบายเพราะรับประทานอาหารพอดีพอเหมาะแก่ร่างกาย

มรรคทั้ง ๘ นี้ จึงเหมาะแก่ทุกคนปฏิบัติได้ไม่ว่าจะเป็นชาติใดภาษาใดในโลกนี้ เพศใด วัยใด ก็สามารถปฏิบัติตามมรรค ๘ ได้ทั้งสิ้น และมรรค ๘ เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา ดั่งพุทธดำรัสว่า “มรรค ๘ นี้ยังปรากฎมีอยู่ในโลกนี้ตราบใด พระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลก”

พระพุทธรูปหน้าบรรณ เป็นพระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนา กำลังยกนิ้วพระหัตถ์นับการแสดงอริยะสัจจ์ ๔ แก่ท่านปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คือ ๑. ท่านอัญญาโกญฑัญญะ ๒. ท่านวัปปะ ๓. ท่านภัททิยะ ๔. ท่านมหานามะ ๕. ท่านอัสสะชิ

ต้นไม้และกวางที่หมอบราบทั้งสองด้าน หมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี

ส่วนกลางภาพจะปรากฎมีเส้นตรงจำนวน ๓ เส้นชี้ขึ้นด้านบน หมายถึง ทางสายกลางแสดงให้เห็นถึงทาง ๓ สาย คือ ตึงเกินไปเชือกขาด หย่อนเกินไปก็ไม่สวยงาม เชือกเส้นกลางไม่ตึงไม่หย่อนกำลังสวยงาม หมายถึง ผู้กำลังปฏิบัติตามมรรคทั้ง ๘ เขาจะพบกับความสำเร็จสมความประสงค์ ทางสายกลางหรือทางพอดีนี้จึงเหมาะแก่มนุษย์ทุกคนจะพึงปฏิบัติไม่มีการล้าสมัยแต่อย่างใดเลย

รูปพระพรหม เทวดา มนุษย์ ต่างก็ได้รับกระแสธรรม อันเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ต้องงมงาย อาศัยปฐมเทศนาเป็นแนวทางบุคคลทุกชึ้น ทั้งเทวดา มาร พรหม มนุษย์ ก็ได้รับข้อปฏิบัติอันถูกต้องได้ถ้วนทั่ว ในภาพจะเห็นรูปที่ถูกเครื่องพันธนาการมาเป็นเวลานานแสนนานนับล้านปี เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงปฐมเทศนาหูตาสว่าง และมาทราบข้อเท็จจริง คือ มรรค ๘ แล้ว เครื่องพันธนาการเหล่านั้นก็ถูกปลดออก จะเห็นรูปคนนั่งประนมมือ หมายถึง ได้ฟังธรรมแล้วปลดแล้วจากเครื่องพันธนาการ กลับกลายมาเป็นพุทธบริษัท มี ๔ จำพวก รูปถัดไปขวาแถวที่ ๑ คือ พระภิกษุ พระภิกษุณี

ถัดมาแถวที่ ๒ ด้านขวาคือ อุบาสก ด้านซ้ายคือ อุบาสิกาทั้งหมดนี้คือ พุทธบริษัทที่ได้ขึ้นเรือแล้ว การที่จะขึ้นเรือได้เพราะเขามีปัญญา คือ ดวงตา รูปดวงตาที่ปรากฎอยู่ที่เรือ นั้นคือ ดวงตาแห่งปัญญา ผู้จะเป็นพุทธบริษัทได้ ก็คือ ผู้มีดวงตา คือ ปัญญาแล้ว ในภาพเป็นรูปเรืออยู่บนน้ำมหาสมุทร หมายความว่าทุกๆ คนในโลกนี้ต่างพากันแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรด้วยกันทั้งสิ้น เพราะต้องพบกับการต่อสู้แห่งชีวิตนานับปการแห่งความไม่เที่ยงแท้ไม่สมหวังและการทำลายซึ่งกันและกันด้วยอำนาจ คือ กิเลส มีความโลภ โกรธ หลง เป็นต้น

ถัดมาคือ ภาพดอกบัว ๔ เหล่า เปรียบด้วยบุคคลในโลกนี้มีอยู่ด้วยกัน ๔ ประเภท คือ

๑. อุคฆฏิตัญญู เปรียบด้วย ดอกบัวที่พ้นแล้วจากน้ำ เช่นเดียวกับท่านผู้มีศรัทธาปัญญา เข้าใจลึกซึ้งในคำสอนของพระพุทธองค์ เหมือนกับบุคคลที่สมบูรณ์ด้วยทุนทรัพย์ ซึ่งสามารถที่จะบันดาลให้ได้สิ่งที่เขาปรารถนา แล้วปฏิบัติธรรมขั้นสูง คือ อริยะสัจจธรรม จนเกิดดวงตาเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานได้

๒. วิปัญจิตัญญู เปรียบด้วย ดอกบัวที่อยู่เสมอน้ำ หมายความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ มีปัญญาอันเป็นภายในปฏิบัติตนและสอนผู้อื่นตามปัญญาของตนเห็นแล้วในสัจจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๓. เนยยะ เปรียบด้วย ดอกบัวอยู่กลางน้ำ หมายความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาปัญญาเห็นจริงในคำสอน มีความพยายามตามศรัทธา บำเพ็ญความดีตามหลักคำสอน มี ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น

๔. ปทปรมะ เปรียบด้วย ดอกบัวที่เป็นภักษาแห่งปลาและเต่า หมายความว่า บุคคลที่มีจิตใจต่ำมาก อสุตุตํ ไม่อยากฟังคำสอน หรือพระธรรมเทศนา อทสฺสนํ ไม่อยากเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

ภาพด้านด่างสุด คือ รูปสัตว์นรกกำลังยกมือประนม หมายถึง สัตว์นรกที่เสวยกรรมที่ตนได้ทำไว้ในอดีต เช่น การทำผิดศีลธรรม มีศีล ๕ เป็นต้น แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคิดถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะกระแสแห่งพระปฐมเทศนา

ชื่อนี้มีความหมาย

พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์ มีความหมายตามตัวอักษร ดังนี้

พระ หมายถึง สิ่งประเสริฐ

วิริยะ หมายถึง ความพากเพียร

มงคล หมายถึง ความสวัสดี

มหา หมายถึง ยิ่งใหญ่

เจดีย์ หมายถึง เจดีย์

ศรี หมายถึง ศิริมงคล

รัตนโกสินทร์ เป็นชื่อของ กรุงรัตนโกสินทร์

ความสูงคือหลักธรรม

พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์ มีความสูง ๙๔.๗๘ เมตร ความหมายตามตัวเลขต่างๆ ดังนี้

เลข ๙ หมายถึง นะวะโลกุตตระธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันได้แก่

๑. มรรค ๔ ได้แก่ พระโสดามรรค พระสกิทามรรค พระอนาคามรรค พระอรหัตมรรค

๒. ผล ๔ ได้แก่พระโสดาผล พระสกิทาผล พระอนาคาผลพระอรหัตผล

๓. นิพพาน ๑ คือ การพ้นจากทุกข์ทั้งปวง รวม ๙ ประการ

เลข ๔ คืออริยะสัจ ๔ ประการ คือ

๑. ทุกข์สัจจ์ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

๒. สมุทัยสัจจ์ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เหตุให้เกิดทุกข์

๓. นิโรธสัจจ์ คือการดับตัณหาทั้งสาม

๔. มรรคสัจจ์ คือหนทางดับทุกข์ คือมรรคทั้ง ๘

เลข ๗ คือโพชฌงค์ ๗ ประการได้แก่

๑. สติ ระลึกได้

๒. ธรรมวิจะยะ ความใคร่ครวญธรรมด้วยปัญญา

๓. วิริยะ ความเพียร

๔. ปีติ ความอิ่มใจ

๕. ปัสสัทธิ ความสงบใจ

๖. สมาธิ ความตั้งมั่นของใจ

๗. อุเบกขา ความวางเฉย ทั้ง ๗ ประการ เมื่อมีอยู่ครบในบุคคลใด บุคคลนั้นจะได้ตรัสรู้คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์

เลข ๘ คือ มรรค ๘ ประการได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ

๒. สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ

๓. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ

๔. สัมมากัมมันโต การงานชอบ

๕. สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตชอบ

๖. สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ

๗. สัมมาสติ ตั้งสติไว้ชอบ

๘. สัมมาสมาธิ สมาธิชอบ

มรรคทั้งแปดประการนี้ เมื่อบุคคลใดทำได้สมบูรณ์แล้ว จักเป็นผู้ได้สำเร็จซึ่งมรรค−ผลและถึงซึ่งพระนิพพานดังนั้นระยะความสูงของพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ จึงมีความหมายถึงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สูงสุดยอด ชื่อว่าได้ประมวลคำสอนทางพระพุทธศาสนาโดยย่อที่สำคัญที่สุด